หุ่นละครเล็ก : ศิลปะไทยที่ใคร ๆ ก็ (เกือบจะ) ลืม
จากการที่ได้ไปทริปกับทางคณะไทยศึกษาในช่วงซัมเมอร์เทอมและได้มีโอกาสไปชมและ work shop กับคณะนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก "โจหลุยส์" ความรู้สึกแรกก่อนที่จะเริ่มเวิร์คช็อปคือคิดว่าทำไมเราต้องมากันที่นี่ด้วย แต่เมื่อพอได้ทำกิจกรรมและเมื่อเสร็จกิจกรรมแล้วจึงมีความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวว่า "มันเป็นอะไรที่สนุกมาก แต่ทำไมผู้คนกลับไม่สนใจ ทั้ง ๆ ที่มันมีวิถีการแสดงและความเป็นมาที่น่าสนใจเทียบเท่ากับโขน หรืออาจจะสนุกมากกว่าโขนด้วยซ้ำ เพียงแต่บางทีผู้คนไม่สนใจในดีเทลที่มันมีอะไรมากกว่าที่คิด" หลังจากนั้น ก็คิดว่า เราอยากจะเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากจะช่วยให้มีหุ่นละครเล็ก สามารถดำรงต่อไปอยู่ในวัฒนธรรมไทยได้ บล็อกนี้จึงจะเป็นการนำเสนอการแสดงหุ่นละครเล็กจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปรับชมและร่วมปฏิบัติจริงกับคณะโจหลุยส์ ฯ จึงจะมาบอกเล่าจากประสบการณ์ให้ผู้อ่านฟัง......
หุ่นละครเล็กคืออะไร ?
หุ่นละครเล็กคือหุ่นที่มีหัว แขน ขา ขนาดสูงประมาณ ๑ เมตร สามารถเคลื่อนไหวได้เกือบทุกส่วนเหมือนคนจริง ๆ แตกต่างจากหุ่นชนิดอื่น ๆ ของไทยด้วยลีลาการเชิดหุ่นที่ต้องใช้ผู้เชิดถึง ๓ คน ต่อหุ่น ๑ ตัว ทำให้หุ่นเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต ถือกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยพ่อครูแกร ศัพทวานิช อดีตหัวหน้าคณะละครชาตรีชาวหัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้สร้างขึ้นเลียนแบบหุ่นหลวง ทั้งรูปร่าง หน้าตา และขนาดความสูง จะแตกต่างกันแต่กลไกการบังคับหุ่นและลีลาการเชิดเท่านั้น พ่อครูแกรได้เลี้ยงชีพจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ก่อนถึงแก่กรรมพ่อครูแกรได้นำหุ่นละครเล็กจำนวน ๑๐๐ ตัวเศษไปทิ้งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และมิได้เผยแพร่วิชาความรู้ด้านการทำหุ่นแก่ผู้ใด ซ้ำยังได้ทำพิธีสาปแช่งคนเลียนแบบด้วย
บุตรชายและบุตรสะใภ้พ่อครูแกรได้สืบทอดการแสดงต่อมาและเลิกกิจการไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เนื่องจากไม่มีทายาทสืบต่อ นางหยิบ ศัพทวานิช บุตรสะใภ้ จึงมอบหุ่นละครเล็กจำนวน ๓๐ ตัวให้แก่นายสาคร ยังเขียวสด ผู้เป็นหลานศิษย์พ่อครูแกเป็นผู้ดูแลรักษา ปัจจุบันหุ่นเหล่านี้ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
นายสาคร ยังเขียวสด หรือครูโจหลุยส์ มีความสามารถในการแสดงนาฏศิลป์หลายประเภท ทั้งโขน ละคร ลิเก และการเชิดหุ่น โดยเริ่มหัดมาตั้งแต่มีอายุได้ ๙ ขวบ โดยเฉพาะหุ่นละครเล็กท่านรักเป็นชีวิตจิตใจ สามารถทำหุ่นเพื่อเชิดเองและแต่งบทละครสำหรับแสดงและกำกับการแสดงด้วยตนเอง ประกอบกับมีหัวทางช่าง จึงสร้างหุ่นละครเล็กที่เคยเห็นจากบ้านครูแกรมาเชิดเล่น ๖-๗ ตัว แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก แล้วนำออกแสดงตามงานบุญในละแวกบ้าน ต่อมาจึงได้ทำพิธีบูชาพ่อครูแกรเจ้าของหุ่น เพื่อขออนุญาติจัดทำหุ่นเพิ่มเติมและได้ชุบชีวิตหุ่นละครเล็กให้กลับฟื้นคืน มาอีกครั้งหนึ่ง และนำออกแสดงเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ สวนอัมพร โดยตั้งชื่อคณะว่า “หุ่นละครเล็กคณะสาครนาฏศิลป ละครเล็กหลานครูแก”
หุ่นละครเล็กคณะของครูโจหลุยส์เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนโดยทั่วไป ด้วยลักษณะพิเศษที่เคลื่อนไหวได้ทุกส่วนคล้ายคนจริง รวมทั้งความสวยงามของเครื่องแต่งกายแบบโขนละครจริงประกอบกับศิลปะการเชิดที่ แตกต่างจากการเชิดหุ่นกระบอกทำให้หุ่นละครเล็กของนายสาคร ยังเขียวสด มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นหุ่นละครเล็กคณะเดียวของเมืองไทยที่มีการแสดงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
หุ่นละครเล็กคณะนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ มีการสร้างหุ่นเพิ่มขึ้น สามารถหันหน้าไปมาได้ มีรูปทรงที่ได้สัดส่วน ท่วงท่าการรำและการเจรจาก็ปรับปรุงให้เหมือนคนจริง ๆ ก่อนการแสดงจะมีการเชิดหน้าโรงและการสาธิตวิธีการเชิดประกอบคำบรรยาย เพื่อให้ผู้ชมได้มีโอกาสชมลีลาการแสดงของผู้เล่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ด้วยเจตนาอันแรงกล้าของนายสาครที่จะเผยแพร่ศิลปะที่หาชมได้ยากยิ่งเช่นนี้ ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ท่านจึงได้สร้างโรงละคร “นาฏศิลป์” หรือ “โจหลุยส์ เธียร์เตอร์” ขึ้น มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ และเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๓มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๓
ลักษณะของหุ่นละครเล็ก
หุ่นละครเล็กมีรายละเอียดของวิธีการทำที่แตกต่างจากหุ่นกระบอก เพราะหุ่นกระบอกมีเพียงหัวกับมือ แต่หุ่นละครเล็กเป็นหุ่นทั้งตัวที่ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนลำตัวและแขนขา ส่วนประกอบทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่สร้างให้หุ่นเคลื่อนไหวได้เหมือนคน หุ่นทุกตัวจะมีขนาดเท่ากันกับสัดส่วนของคน เพียงแต่ย่อขนาดลงมาให้เล็กลง เริ่มแรกจะนำดินเหนียวมาปั้นเป็นโครงและส่วนของศีรษะ ปั้นดินเป็นรูปหุ่นว่าเราต้องการหุ่นรูปอะไร การขึ้นโครงจะคล้ายๆ กัน แต่แบ่งเป็นตัวพระกับตัวนาง และถอดลักษณะของคนมาทั้งหมด หากเป็นตัวนางก็จะเอวบางร่างน้อย หากเป็นตัวพระลำตัวจะหนากว่า เมื่อปั้นเสร็จก็ใช้กระดาษปิดจากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง เมื่อตัวโครงแห้งจึงผ่าเอาดินด้านในออก ภายในตัวโครงจะยึดเชื่อมด้วยลวด ส่วนประกอบของแขนขาจะทำจากผ้ายัดนุ่นและมีไม้เชื่อมอยู่ตามบริเวณข้อพับต่างๆ เพื่อให้สามารถขยับได้คล้ายคนจริง ชิ้นส่วนของมือ และเท้าแกะจากไม้ทองหลาง ซึ่งมีน้ำหนักเบาและแกะง่าย พร้อมกับทาน้ำยากันปลวกกันมอดบริเวณลำตัวจะใช้สีพลาสติกทา เพื่อที่เวลาโดนน้ำจะได้ไม่ลอกหลุด บริเวณหน้าใช้ปูนปั้นที่มีส่วนผสมพิเศษ ซึ่งสามารถปั้นได้เหมือนดินน้ำมัน เมื่อปูนแห้งก็จะนำมาทาสีแต่งลงดินสอพอง แล้วด้วยกระดาษทรายจนกว่าผิวจะเรียบเนียน และมีสีที่ใกล้เคียงกับผิวหน้าคน เมื่อมีใบหน้าที่เนียนแล้วก็เริ่มแต่งหน้าแต่งตา สีที่ใช้ในการแต่งหน้าแต่งตา สีที่ใช้ในการแต่งหน้า เขียนคิ้ว วาดตา ทาปาก เป็นสีประเภทสีโปสเตอร์และสีฝุ่น ใช้พู่กันทาหลายๆ ชั้น แล้วขัดแต่งด้วยกระดาษทรายจนดูเหมือนจริง ลูกตาที่สดใสแวววาวนั้นใช้ตาแก้วที่ผ่านการขัดจนใส ส่วนของมือและขาก็เช่นกันต้องขัดจนเรียบเนียน เมื่อได้ตัวหุ่นที่งามเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ จึงนำหุ่นมาแต่งองค์ทรงเครื่องตามเรื่องราวที่จะนำเสนอว่าต้องใช้ตัวละครเป็นใครกันบ้าง
สำหรับวัสดุที่ใช้ทำเครื่องแต่งกายจะเหมือนกับเสื้อผ้าที่คนใช้จริง ทั้งผ้าเลื่อม ผ้าต่วน ดิ้นเงิน ดิ้นทอง ผ้ายก และผ้านุ่งที่ทำจากผ้าตาด โดยหุ่นละครเล็กจะแต่งกายเหมือนโขน เครื่องประดับต่างๆ เป็นเครื่องโขน ละครเล็กเป็นหุ่นที่มีแขน ขา มือ เท่าแบบหุ่นหลวง สูงประมาณ 1 เมตร ข้างในกลวงเป็นโพรง โครงหุ่นท่อนบนทำด้วยกระดาษข่อย ท่อนล่างทำด้วยโครงลวดวงไว้ 2 - 3 เส้น มีสายใยอยู่ภายในลำตัว ถ้าเป็นตัวเอกจะมีสายใยที่ข้อมือด้วย ทำให้หักข้อมือและชี้นิ้วได้ ส่วนตัวตลกมีมือแข็งๆ ขยับไม่ได้ หุ่นบางตัวโดยเฉพาะตัวนางที่แปร๋นๆ จะมีชิ้นไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ 2 ชิ้น อยู่ภายในตรงคอให้คนเชิดกด เพื่อให้หุ่นยักคอได้แบบละครจริงๆ ตัวพระไม่มีชิ้นไม้ที่ว่านี้ ดังนั้นจึงได้แต่เหลียวคอซ้ายขวาตามธรรมดา ส่วนตัวตลกอ้าปากได้ ตัวหุ่นประเภทนี้ใช้ผ้ามุ้งแซมตรงคอเพื่อให้ย่นๆ จะได้อ้าปากหุบปากได้ หุ่นทุกตัวกลอกตาไม่ได้เพราะตาทำด้วยลูกแก้วแข็ง หัวโขนก็ถอดไม่ได้ แต่ตัวนางผีเสื้อสมุทรซึ่งขนาดใหญ่กว่าหุ่นทุกตัวถอดหัวได้ ละครเล็กแต่งกายแบบโขนละคร เสื้อผ้าปักด้วยลูกปัด และดิ้นเลื่อม ประณีตพอสมควร เครื่องประดับมีครบครันแบบโขนละครจริงๆ ส่วนกำไลทำด้วยรักปั้นเป็นวงแล้วปิดทอง
สำหรับวัสดุที่ใช้ทำเครื่องแต่งกายจะเหมือนกับเสื้อผ้าที่คนใช้จริง ทั้งผ้าเลื่อม ผ้าต่วน ดิ้นเงิน ดิ้นทอง ผ้ายก และผ้านุ่งที่ทำจากผ้าตาด โดยหุ่นละครเล็กจะแต่งกายเหมือนโขน เครื่องประดับต่างๆ เป็นเครื่องโขน ละครเล็กเป็นหุ่นที่มีแขน ขา มือ เท่าแบบหุ่นหลวง สูงประมาณ 1 เมตร ข้างในกลวงเป็นโพรง โครงหุ่นท่อนบนทำด้วยกระดาษข่อย ท่อนล่างทำด้วยโครงลวดวงไว้ 2 - 3 เส้น มีสายใยอยู่ภายในลำตัว ถ้าเป็นตัวเอกจะมีสายใยที่ข้อมือด้วย ทำให้หักข้อมือและชี้นิ้วได้ ส่วนตัวตลกมีมือแข็งๆ ขยับไม่ได้ หุ่นบางตัวโดยเฉพาะตัวนางที่แปร๋นๆ จะมีชิ้นไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ 2 ชิ้น อยู่ภายในตรงคอให้คนเชิดกด เพื่อให้หุ่นยักคอได้แบบละครจริงๆ ตัวพระไม่มีชิ้นไม้ที่ว่านี้ ดังนั้นจึงได้แต่เหลียวคอซ้ายขวาตามธรรมดา ส่วนตัวตลกอ้าปากได้ ตัวหุ่นประเภทนี้ใช้ผ้ามุ้งแซมตรงคอเพื่อให้ย่นๆ จะได้อ้าปากหุบปากได้ หุ่นทุกตัวกลอกตาไม่ได้เพราะตาทำด้วยลูกแก้วแข็ง หัวโขนก็ถอดไม่ได้ แต่ตัวนางผีเสื้อสมุทรซึ่งขนาดใหญ่กว่าหุ่นทุกตัวถอดหัวได้ ละครเล็กแต่งกายแบบโขนละคร เสื้อผ้าปักด้วยลูกปัด และดิ้นเลื่อม ประณีตพอสมควร เครื่องประดับมีครบครันแบบโขนละครจริงๆ ส่วนกำไลทำด้วยรักปั้นเป็นวงแล้วปิดทอง
หุ่นละครเล็กของครูแกรเท่าที่เหลืออยู่ขณะนี้มีประมาณ 30 กว่าตัว และเก็บรักษาไว้ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ หุ่นที่นายแกรสร้างมีเป็นจำนวนมาก เช่น เรื่องพระอภัยมณี นอกจากหุ่นตัวเอกแล้วยังมีหุ่น 12 ภาษาครบ และมีชื่อประจำตัวหุ่นด้วย หุ่นเหล่านี้ใช้สำหรับเล่นตอนศึกเก้าทัพที่อยู่ที่เมืองโบราณมีเจ้าจีน เจ้าพม่า เจ้าแขก เจ้าฝรั่ง ที่หายไปคงชำรุดและทิ้งน้ำไปบ้าง โดยเฉพาะหุ่นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์หลายตัวที่ชำรุดมากได้ทิ้งน้ำไป เพราะนายแกรสั่งไว้ก่อนตายว่าถ้าหุ่นตัวใดชำรุดจนซ่อมไม่ไหวก็ให้ทิ้งน้ำห้ามขายให้ใคร เนื่องจากนายแกรหวงแหนหุ่นมาก นอกจากลูกหลานแล้วใครจะจับหุ่นดูไม่ได้เลย ตอนสร้างหุ่นก็ปิดประตูลงกลอนไม่ให้ใครเห็น และแช่งไว้ว่าหากใครจำแบบหุ่นไปสร้างก็ขอให้มีอันเป็นไปต่างๆ นานา นอกจากหุ่นที่เป็นตัวคนแล้วยังมีหุ่นเรือสำเภา ม้ามังกร นาค ปลา หอย เอาไว้เล่นตอนนางผีเสื้อสมุทรตามพระอภัยมณี
(resource : https://sites.google.com/site/natysalahunlakhrlek/laksna-khxng-hun-lakhr-lek)
กว่าที่เราจะทำการเชิดหุ่นกระบอกได้นั้น เราต้องมีพื้นฐานทางนาฏศิลป์เสียก่อน ทั้งการเล่นโขนที่เท้าของผู้เชิดต้องสัมพันธ์กับตัวหุ่นที่การเชิดจะใช้ลักษณะของการเล่นโขนมาใช้ การร่ายรำ การดัดมือเพื่อให้รำหรือตั้งวงได้อย่างงดงาม
ในความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า การที่หุ่นละครเล็กได้รับความสนใจลดน้อยลงนั้นอาจจะไม่ใช่เพราะคำสาปแช่งที่ถูกเอ่ยขึ้นในอดีต แต่เป็นเพราะว่ากว่าจะเชิดหุ่นได้จะต้องมีพื้นฐานทั้งการรำ การเล่นโขนเป็นหลัก ซึ่งแต่เดิมในสมัยนี้ก็ได้รับความนิยมน้อยลงแล้ว กว่าจะฝึกฝนได้ก็ใช้เวลานานพอตัวแล้ว ยังต้องมาผสมผสานกับการเชิดหุ่นกระบอกอีก จึงอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากหรืออาจจะแลดูเหนื่อยและหนักเกินไปสำหรับการเรียนนาฏศิลป์
ศิลปะแขนงนี้ถือว่ามีมานานนับหลายชั่วอายุคน แต่ในปัจจุบันเริ่มที่จางหายไปที่ละน้อย ๆ และสักว่าอาจจะได้เห็นเพียงแค่ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกไว้ ผมไม่โทษกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนไปและก่อให้เกิดการวิวัฒนาการขึ้นในสังคม ผมไม่อาจจะโทษคนรุ่นหลังหรือคนรุ่นก่อนที่ไม่สนใจเพราะเรากำลังเปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา ไม่แปลกที่บางสิ่งจะเลือนหายไป แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ เราอาจจะไม่ได้ไปเป็นนักเชิดหุ่นอาชีพ หรือไม่ได้เรียนในด้านนี้ แต่เราควรคำนึงของคุณค่าในตัวของมันว่ามันมีค่ามากแค่ไหน คิดง่าย ๆ ว่าคน ๆ หนึ่งกว่าจะฝึกโขนได้ และกว่าจะเชิดพร้อมกันได้ทั้งสามคนจะใช้เวลานานเท่าไหร่ หรือแค่ในตัวหุ่นกระบอกเองก็มีคุณค่ามาก ๆ แล้วเช่น หากพูดเป็นภาษาพูด ดีเทลของชุดที่หุ่นสวมใส่มันคือภาพสะท้อนของความปราณีตของผู้ทำ และสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยผ่านลวดลายของผ้าอีกด้วย นี่ยังไม่รวมถึงมูลค่าของต้นทุนของชุด ๆ หนึ่งที่ใช้อีก ผมจึงอยากจะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการให้ผู้คนหันมาสนใจหุ่นละครเล็กให้มากกว่านี้ มันจะเป็นประโยชน์มาก ๆ ทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจในหุ่นละครเล็ก การสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ และยังเป็นการช่วยกระจายรายได้ที่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมอีกด้วย
ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เข้ามาอ่านและขอขอบคุณทางเจ้าของข้อมูลด้วยนะครับ ;)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น